ศีลธรรม ปัจจัยที่คนจำเป็นต้องมี

คนเรา ถูกแบ่งว่าเป็นคนดีหรือชั่วก็ที่ความคิด คิดชั่วก็ยากที่จะทำดี และคนคิดดีก็ยากที่จะทำชั่ว แต่ทุกวันนี้ สิ่งที่จะบอกว่าความคิดนี้ดีหรือชั่ว กลับถูกบิดเบือน ปรุงแต่งด้วยเงิน กลายเป็นว่าถ้าคิดทำสิ่งนี้แล้วได้เงินมาก นั่นหมายถึงดี ซึ่งกลายเป็นความคิดที่บ่มเพาะให้เป็นวิธีคิดของยุคที่คุ้นหูว่า โกงไม่เป็นไร ขอแค่ทำงาน

ความ ดี ชั่ว ที่ผสมปนเปอยู่ในคนทุกคน มักมีเส้นแบ่งบางๆ ที่เรียกว่า ศีลธรรม กั้นไว้ชัดเจน แต่ในยุคที่ ศีลธรรม เป็นเรื่องของความล่าสมัย จึงเป็นเหตุให้ความดีความชั่วผสมกันเป็นเนื้อเดียวจนแยกไม่ออก มองไม่เห็น เหมือนในสังคมไทยตอนนี้ ที่มีคนชั่วแฝงมาในคราบของนักบุญบ้าง นักเรียกร้องประชาธิปไตยบ้าง โดยอ้างเหตุผลอันแยบยลร้อยแปด เพื่อให้สิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นเรื่องถูก เฝ้าเรียกร้องสิทธิ์ แต่ลืมสนิทถึงหน้าที่ มองเห็นแต่ตัวเองว่าต้องการอะไร หมดสิ้นซึ่งสำนึกของการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ต้องคอยสอดส่องว่าชาติต้องการอะไร แต่ศีลธรรมที่ว่าล่าสมัยนั้น กลับเป็นตัวช่วยสุดคลาสิคที่ช่วยให้เรามองเห็นความดีความชั่วได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แยกออกอย่างไม่ต้องอาศัยการตีความจากใคร คนทุกคนจึงต้องมีหลักศีลธรรม เป็นสิ่งยึดมั่นไว้ประจำชีวิต เพื่อให้รู้ทันคนชั่ว ที่คิดชั่วแต่จะปรุงแต่งถ้อยคำสวยๆ มาชวนเชื่อ และตบตาด้วยอุดมคติที่ไม่มีจริง

อยากให้คนไทยคิดดีๆ คิดไกลๆ ไม่ใช่แค่ชั่วชีวิตของเรา แต่เป็นของชาติ ลองคิดดูซิว่า ถ้าไม่มีเรา ชาติก็ยังอยู่ แต่ถ้าไม่มีชาติ เราจะอยู่กันอย่างไร แล้วคิดว่าจะให้คนที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครนอกจากตัวเอง มาบอกว่าชาติต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะเชื่อได้หรือว่าเขาจะทำเพื่อเรา ทำเพื่อคนไทยจริงๆ

July 16, 2012 at 11:09 am Leave a comment

ความสมดุลของสองความต่าง

ขโมย เกิดขึ้นตั้งแต่ที่คนอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างเวทีสำหรับรอวีรบุรุษ
โจรปล้นชาติเกิดทุกยุคสมัย เพื่อเรียกจิตสำนึกความเป็นหนึ่งของคนทั้งชาติให้ออกมาปกป้อง
ขอทานมีทุกที่แม้ในประเทศที่ร่ำรวย เพื่อให้คนใจบุญมีที่แสดงออก
มีคนอ่อนแอที่ร้องไห้ไปซะทุกเรื่อง เพื่อรอคนเข้มแข็งมาปลอบโยน
มีคนที่เติบโตมากับความผิดปกติทางร่างกาย เพื่อให้คนที่เกิดมาครบสมบูรณ์เรียนรู้ที่จะพอใจ
มีคนร้องไห้เรียกหาความรัก ก็เพื่อให้คนที่มีรักรู้จักแบ่งปัน

นี่เป็นความสมดุลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อความสมดุลของการดำรงอยู่ของสังคม ที่อาจจะอธิบายได้ว่าทำไมประเทศที่ร่ำรวยแค่ไหนก็ยังมีคนยากจน และประเทศที่บอกว่าตัวเองเท่าเทียมเหลือเกิน ตามแบบสังคมในอุดมคติของประเทศคอมมิวนิสต์ก็ยังต้องถูกล้มล้าง เพราะในความเท่าเทียมที่ป่าวประกาศ ก็ยังมีกลุ่มผู้ออกกฎที่มีอำนาจและได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่า ไม่มีความเท่าเทียมจริง และไม่มีประเทศไหนที่ดำรงอยู่โดยไม่มีความต่าง เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของสังคมที่ต้องมี ซึ่งน่าจะเป็นอีกมุมมองที่อาจช่วยประสานความแตกต่างอย่างสุดขั้วของความเห็นและความเชื่อในสังคมไทยขณะนี้ได้
การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างยอมรับความแตกต่างเป็นเรื่องไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเรื่องๆ นั้น เป็นความเห็นต่างในเรื่องความดีความเลว การเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเอง หรือการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของคนอื่น กลายเป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบอันเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้  ความแตกแยกจึงเป็นสิ่งเกิดขึ้น ด้วยคนจำนวนหนึ่งในสังคมปฏิเสธที่จะมีความเห็นพ้องกับคนอีกกลุ่มที่เทิดทูนทักษิณแบบหลับตารักโดยไม่ยอมรับรู้ความเลวร้ายของคนๆ นี้ คนจำนวนหนึ่งปฏิเสธความเห็นของกลุ่มที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของสังคมไทย โดยลืมความสงบสุขที่เรียบง่ายแบบเดิมจนหมดสิ้น คนจำนวนหนึ่งในสังคมไม่เข้าใจกลุ่มที่เกลียดพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์แบบเข้าไส้ พร้อมต่อต้านความปรองดองทุกรูปแบบที่รัฐกำลังทำ และมีคนจำนวนมากที่รับไม่ได้กับกลุ่มที่เห็นว่าการเผาเมืองเป็นสิทธิ์การแสดงออกที่อิสระของผู้ถูกกระทำ และสมควรได้รับการให้อภัย ไม่ควรไล่ล่าเพื่อจับมาลงโทษ และมีคนจำนวนมากที่รังเกียจกลุ่มที่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงินตรงหน้ากับอนาคตที่มีแต่ตัวเอง และไม่แคร์แม้จะไม่มีชาติเหลืออยู่
เราจะทำอย่างไรเมื่อคนกลุ่มนี้กลายเป็นเพื่อนสนิท เป็นพี่ เป็นญาติ เป็นพ่อแม่ เป็นยาย เป็นน้องที่เรารัก เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยในแผ่นดินไทย เป็นมอเตอร์ไซด์วิน เป็นแท็กซี่ที่เรานั่งประจำ เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว ป้าขายข้าวแกง นักวิชาการ นักข่าว พระ ครู ซึ่งถ้าเรายังมองว่าพวกเขาเป็นคนละพวก เป็นไทยคนละขั้วกับเรา แล้วประเทศไทยที่เรารักจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร
ขอให้เชื่อในความจริงที่ว่า เมื่อวันใดน้ำลด ตอก็จะผุด เช่นเดียวกับคำโกหกที่จะต้องถูกเปิดโปงเข้าสักวัน เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตายและไม่เข้าข้างใครเสียด้วย ความดีและความเลวก็เช่นกัน ไม่เคยต้องการความเห็นหรือการตีความใดๆ วันนี้ ขอให้เราเปิดใจเพื่อเรียนรู้ที่จะเข้าใจกฎความสมดุลในธรรมชาติของสองสิ่ง สองขั้ว สองมาตรฐานที่มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในสังคม ขอแค่เราช่วยกันรักษาธรรมชาติของสังคมให้ดำรงความสมดุลของตัวเองไว้ให้ได้ คนผิดต้องได้รับการลงโทษ เช่นเดียวกันกับคนดีที่ต้องได้รับการชื่นชม นั่นเป็นกระบวนการรักษาสมดุล เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ต่อไปของคนในสังคมว่า อะไรคือผิด อะไรคือถูก อะไรคือสิทธิ์อันชอบธรรม และอะไรคือการกระทำที่เป็นเพียงความชอบใจ เป็นสมดุลที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา และอย่ามาพังเพียงเพราะแค่ไม่ชอบใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ระบอบการปกครองอะไร โดยใคร ก็ไม่มีความหมาย เมื่อเราไม่เหลือประเทศชาติอยู่อีกต่อไป อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลยนะ คนไทย

แมวเปลี่ยนสี

14 มิถุนายน 2553

July 23, 2010 at 4:38 pm Leave a comment

ความมืดบอดของคนรักทักษิณ

ก่อนวันตัดสินคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร มีคำตัดสินของใครบางคน ส่งมาให้ถึงบ้านแล้วค่ะ หนังสือ “อวสวน กระบวนการยุติธรรมไทย” ที่หน้าปกมีภาพซีนเหมือนตอนจบหนังฮอลลีวูดของฮีโร่ ซึ่ง ณ ที่นี้ คือภาพ ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดินเกิด หนังสือขนาด A5 ถูกนำมาหยอดอยู่ในตู้จดหมาย พร้อมใบปลิวของพรรคเพื่อไทย โดยเนื้อในคือจดหมายเปิดผนึก จาก เสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ร่ายยาวโดยถึงความอยุติธรรมของศาลไทย จนบริษัทต่างประเทศ ต้องขอใช้อนุญาโตตุลาการฮ่องกงหรือสิงคโปร์แทน และด้านในได้อธิบายถึงความเข้าข้างคุณทักษิณอย่างปิดหูปิดตาในหลากหลายกรณี โดยเลือกจะภักดีและเชื่อว่าทักษิณเป็นฮีโร่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ที่ต้องไม่ใช่เป็นคำตัดสินจากศาลปัจจุบัน) ต้องดีเพียงอย่างเดียว ทักษิณไม่เคยทำอะไรผิด
ผู้เขียนใช้นามปากกาว่าเสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ฉันนึกไปถึงเสรีไทยในยุคหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ มีชาติเป็นศูนย์กลาง และมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวม แต่เหตุใดเสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จึงมีคุณทักษิณ เป็นทุกอย่างได้ขนาดนี้ก็ไม่ทราบ เนื้อความในจดหมายเปิดผนึก แจงให้เห็นเรื่องเด็ดๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีซื้อขายที่ดินที่รัชดาภิเษก ที่เสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ มองว่าเป็นการซื้อขายโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ขายมีสิทธิขาย ผู้ซื้อมีสิทธิซื้อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ คุณทักษิณ อดีตนายกฯ ไทยที่ได้ชื่อว่ารวยติดอันดับโลก ก็คงสามารถเลือกซื้อประเทศไทยได้แบบไม่อั้น พร้อมกับเปลี่ยนคำนำหน้าประเทศให้เป็นบริษัท และจบท้ายด้วยชินวัตรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างนั้นหรือ
เท่านั้นยังไม่พอ ตาที่มืดบอดจนมองไม่เห็นความผิดชอบชั่วดีของเสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ยังยืนยันว่า คุณทักษิณ ทำถูกต้องแล้ว ที่ไปหลบหน้าอยู่ต่างประเทศ เพราะถ้าอยู่เมืองไทย เป็นอันต้องติดคุกสถานเดียว ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาใดๆ เพราะเป็นระบบศาลเดียว ความมืดบอดก็ยังคงสนับสนุนเรื่องขี้ขลาดอันน่าอัปยศ โดยมองไม่เห็นแม้กระทั่งความผิดที่คุณทักษิณเขาต้องหนี ความผิดที่ต่างชาติอย่างอังกฤษมองเห็นและประจานให้โลกรู้ด้วยการประกาศถอนวีซ่าและไม่อนุญาตให้ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศอังกฤษได้อีก แม้คุณทักษิณจะมีเงินมากมายซื้อสโมสรได้ก็ตาม แต่นั่นกลับเป็นความผิดที่คุณทักษิณ และเหล่าสาวกมองไม่เห็นและยอมรับไม่ได้ เลยโทษว่าโดนกลั่นแกล้ง แล้วก็พร้อมใจกันโวยกระบวนการศาลว่าไม่ยุติธรรม
เสรีไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ยังเปรียบเทียบการหนีคดีของคุณทักษิณ กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์ และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นมโนภาพเดียวกันกับที่คุณทักษิณคิดเปรียบเทียบตัวเองกับนักสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่าง อองซานซูจี หรือเปล่า เพราะมันยิ่งทวีความอัปยศ และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมืดมิดทั้งความคิดและสำนึกผิดชอบอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้แต่คนตาบอดทั่วโลกก็ยังรู้ดีว่า อองซานซูจี เข้าออกคุกพม่ามาตลอดการทำงานทางการเมือง และยืนหยัดในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิไตย และที่สำคัญ เธอไม่เคยหนีไปไหน

จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ เป็นเหมือนคนตาบอดที่ไม่รู้ว่าตัวเองมืดบอดไปนานเท่าไหร่ แต่เขียนบรรยายภาพที่ตัวเองเห็นและเลือกจะเชื่อมั่นได้เป็นฉากๆ ด้วยความงมงายที่ไร้สำนึกผิดชอบ และนำมาตีแผ่ชวนเชื่อด้วยถ้อยคำที่นำชาติมาอ้าง พร้อมทั้งความรู้สึกโหยหาประชาธิปไตยที่ต้องนำโดยคุณทักษิณเท่านั้น นี่แหละ คือความน่ากลัว เพราะถ้าไม่ใช่ทักษิณ ประเทศไทยจะไม่เป็นประชาธิปไตยอีกต่อไป จริงหรือ?

แมวเปลี่ยนสี
23 กุมภาพันธ์ 2553

March 2, 2010 at 5:16 am Leave a comment

มหาประชาชนเท่านั้นที่”ชาติต้องการ”

เปลว สีเงิน <http://www.thaipost.net/news/category/2>    

14 เมษายน 2552 – 00:00

   ท่านผู้อ่านที่มีความเจ็บปวดต่อสถานการณ์  “ไทยทรยศแผ่นดินไทย”  กันเองทั้งหลาย  เวลานี้  ไม่จำเป็นต้องถามกันแล้วว่า  “อะไรเกิดขึ้นต่อชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา”  และก็ไม่ต้องถามด้วยว่า  “เราควรจะทำกันอย่างไร”    ขณะนี้  ท่านยังจำประโยคอมตะประโยคหนึ่งได้ใช่ไหมที่ว่า  “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”  ผมค้นพบแล้วว่า  ผู้ที่ประเทศชาติต้องการแท้จริง  และตลอดกาล  ไม่ใช่ใครที่ไหน  คือประชาชนมือเปล่า  เราๆ  ท่านๆ  ทั้งหลายนี่เอง

     จงกุมสติกันให้มั่น  อย่าถาม-อย่าโทษใครทั้งนั้น  ทั้งหลายทั้งปวงมันพิสูจน์ด้วยตัวมันเองชัดแจ้งแล้วว่า  กลียุคบ้านเมืองขณะนี้  ไม่ใช่จากน้ำมือของพี่น้องประชาชนเสื้อแดง  แต่มันมาจากบุคคลคนหนึ่งที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง  ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน  วางแผน-สั่งการ-ซ่องสุมและจัดตั้ง  “กองกำลังทรยศชาติ”

     มันคนนั้นคือ   “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

     อ้างมาทวงประชาธิปไตย  หลอกใช้พี่น้องประชาชนตามจังหวัดต่างๆ  สวมเสื้อแดงมารวมตัวกันชุมนุมเรียกร้อง    แล้วใช้กองกำลังทรยศชาติที่ผ่านการฝึกและเพาะเลี้ยงมาแล้วอย่างดี  แทรกซึมปะปนเข้ามา  ทำทีเป็นว่าร่วมชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดง  สงบ-สันติ  ด้วยซื่อบริสุทธิ์

     แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่   มันแฝงเข้ามาพร้อมแผนก่อการจลาจล-ยึดประเทศ  และรออาณัติสัญญานจากตัวการใหญ่ที่จะสั่งผ่านวิดีโอลิงค์  โดยอาศัยคราบพี่น้องประชาชนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอย่างบริสุทธิ์ใจบังหน้า  ลุกขึ้นก่อการจลาจล  เผาบ้านเผาเมือง

     หวังยึดครองประเทศแล้วสถาปนาอำนาจเถื่อนเป็นประชาธิปไตยระบอบเจ้ามูลเมือง  แล้วอัญเชิญกบฏแผ่นดิน   “พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร”  ให้กลับเข้ามา  สถาปนาอำนาจใหม่ตาม  “ต้นแบบ”  ที่มันแอบฝังใจ

     นั่นคือ   “การปฏิวัติประชาชน  ๑๔  กรกฎา”  ล้มสถาบันกษัตริย์  แล้วสถาปนาอำนาจใหม่  ดังที่รู้จักกันทั่วไปว่า  “ปฏิวัติฝรั่งเศส”

     ทักษิณจงใจใช้วันที่  ๑๔  กรกฎาตั้งพรรคไทยรักไทย  หลายคนเชื่อครึ่ง  ไม่เชื่อครึ่ง  เมื่อมีนักวิชาการที่ร่วมงานตั้งพรรคครั้งนั้นออกมาแฉเบื้องหลัง   แต่ถึง    วันนี้  จาก  ๘-๑๓  เมษายน  ๒๕๕๒  ที่พ.ต.ท.ทักษิณ  ปอกเปลือก-เปลือยตัวเองให้เห็นเนื้อใน  “ไอ้กบฏแผ่นดิน”  ล่อนจ้อน  ทรยศชาติ  ประชาชน  ออกมาบัญชาการปล้นบ้าน-ชิงเมือง  อันเห็นประจักษ์ตา  และเป็นที่สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ  กันไปแล้ว

     ท่านผู้อ่านและประชาชนผู้รักชาติ  รักบ้านรักเมืองทั้งหลาย  ผมเยิ่นเย้อเพราะต้องการย้ำให้ท่านเข้าใจว่า  กลียุคบ้านเมืองครั้งนี้  อย่ามองฉาบฉวยเฉพาะหน้า  จงใช้สติมองด้วยแยกแยะ  อย่าเหมาโทษพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด  เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า

     เมื่อพี่น้องเสื้อแดงที่หลงเข้าใจผิดตามคำปลุกปั่น-ยุยงทักษิณแต่แรก  เห็นธาตุแท้ทักษิณ  และทราบความจริงแล้วว่า  ถูกทักษิณหลอกมาเป็น   “ประชาชนทักษิณ”  ประกอบฉากเผาบ้าน-ชิงเมือง-ล้มสถาบันเบื้องสูง  ไม่มีอะไรที่เรียกว่า  “ประชาธิปไตย”  ตามที่กล่าวอ้างเลย

     จากหลายหมื่น-ถึงเรือนแสนของพี่น้องเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมแต่แรก   เมื่อเห็น  “หางแดง”  ทักษิณโผล่  ได้พากันทยอย  ถอยตัวออกห่างจากวงชุมนุมไปเรื่อยๆ  ถอดเสื้อแดงทิ้งแล้วกลับบ้าน  ไม่ยอมถูกหลอกใช้เป็นสะพานไปล้มสถาบัน-ปล้นบ้านชิงเมืองอีก

     จากเรือนหมื่น-เรือนแสนที่ว่านั้น  เหลือเรือนพันหรือแค่หมื่นต้นๆ  และนั่นคือ  “กองกำลังทรยศชาติ”  ส่วนหนึ่งที่แฝงเข้ามาด้วยจงใจเจตนาลงมือก่อจลาจล  โค่นล้มสถาบันบ้านเมือง  ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการยึดสถานที่ต่างๆ  ทั่วกรุงเทพฯ  รูปแบบการก่อการทั้งหมด  กระทั่งอาวุธสงครามที่นำมาใช้

     ไม่ใช่ความคิดความอ่าน   และยิ่งไม่ใช่ระดับปฏิบัติการของชาวบ้านสวมเสื้อแดงธรรมดาซึ่งไม่มีขีดสามารถและประสบการณ์ระดับนั้น  หากแต่ว่า เป็นปฏิบัติการของผู้ผ่านการฝึกด้านศึกสงครามทั้งด้านยุทธการ  และด้านยุทธิวิธีอย่างที่  “นักรบป่า”  ฝึกอบรมกันมาชนิดช่ำชอง

     จึงเป็นที่สรุปได้ว่า  จลาจลยึดประเทศครั้งนี้  เกิดจากแกน  “กองกำลังทักษิณ”  กบฏแผ่นดินฝ่ายเดียว  ประชาชนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่  ไม่ร่วมมือ  ไม่เป็นใจ  ไม่เอาด้วย  กับการกบฏแผ่นดินของทักษิณ  เพื่อทักษิณ  และโดยทักษิณ  โดยแจ้งชัด

     ท่านผู้อ่านที่เคารพ  ผมบอกแต่ต้นแล้วว่า  ประชาชนเต็มขั้นอย่างเราๆ  ท่านๆ  เท่านั้นที่   “ชาติต้องการ-ตลอดกาล”  อย่าปัดว่าธุระไม่ใช่  เอาแต่โยนใส่บ่า  ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการงานเมืองฝ่ายเดียว

     อย่าโทษใคร  อย่าเกี่ยงใคร  ในภาวะที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน  จงร่วมมือกับรัฐบาล  กับกองกำลังตำรวจ-ทหารที่ตั้งขึ้นตาม  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  อันมีพลเอกทรงกิตติ  จักกาบาตร์  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  เป็นผู้กำกับดูแล

     และจงให้กำลังใจ  “นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ”  นายกรัฐมนตรี  ผู้ทำหน้าที่ผู้นำด้วยกำลังใจที่พิสูจน์แล้วว่า  แกร่งกล้า  อดทนและยืนหยัดอยู่ได้ในขณะที่ใครต่อใครอีกหลายคนต่างอยู่ในลักษณะ  “ถอดใจให้โจร”

     แต่นายกฯ  อภิสิทธิ์  ถึงจะผิด-จะถูกขนาดไหน  ในภาวะชาติเผชิญภัย  ยังสามารถยืนหยัดเป็นหลักใจ  ไม่หันหลังหนีภัยทิ้งให้ประเทศชาติ-ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมเดียวดาย  เหมือนขอนไม้ในคลื่นสึนามิ

     สู้เพื่อชาติ  พลาดอย่างอาชาไนย  ถึงตาย-เกียรติยศก็ยังดำรงไว้  จงภูมิใจเถอะ  อย่าให้ความเสียใจมาดับไฟนักสู้ในหัวใจท่านเลย  ผมขอเป็นกำลังใจ  และยืนอยู่เคียงข้างการทำหน้าที่ผู้นำชาติยามวิกฤติของท่าน

     และข้อสำคัญ  ท่านจงฟังและปรึกษาหารือคนอื่นๆ  นอกจากที่อยู่รอบตัวไม่กี่คนให้มากเข้าไว้   ไม่มีใครรู้และเจนจบได้ในทุกเรื่อง  อย่างกรณีนี้เช่นกัน  งานบู๊กันเป็นของฝ่ายปฏิบัติการ  ก็ควรฟังทหาร-ตำรวจเขา   อะไรที่เป็นงานบุ๋น  คือนโยบายบริหาร  นั่นจึงเป็นงาน  “กลั่นกึ๋น”  ของท่านสั่งการออกไป

     เหตุการณ์ครั้งนี้  บ้านเมืองยับเยิน-ย่อยยับยิ่งนัก  ไม่ต้องพูดกันแล้วเรื่องจีดีพีเรื่องเศรษฐกิจ   เรื่องความเชื่อมัน   ความสำคัญทั้งหมดสรุปรวมอยู่ตรงหน้านี้ว่า  จะควบคุมสถานการณ์  และยุติกบฏเผาบ้าน-ยึดเมืองนี้ได้แบบไหน  อย่างไร  และ..วันไหน?

     ลูกผู้ชาย-วันนี้  ไม่ต้องไปโทษใคร  ความชอบถ้ามี  จงแจกจ่ายและยกย่องเขา  ส่วนความผิด   เมื่อเสร็จภารกิจกู้สถานการณ์แผ่นดิน   ท่านต้องเตรียมคำตอบอันเป็นการ   “ตัดสินใจ”  ที่สาสมกับความสูญเสียของประเทศชาติครั้งใหญ่จากการบริหารในฐานะผู้นำของท่าน

     เสียลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข   เสียไปเถอะครับ   ถ้าการเสียนั้นเป็นการเสียเพื่อดำรง  “ศักดิ์ศรีแห่งผู้นำ”  บอกตรงๆ  เห็นหน้าท่านออกทีวีตอนสองยามคืนก่อนท่ามกลาง  ผบ.เหล่าทัพที่ก้มหน้า  ซ่อนแววตาสงบนิ่ง

     ในบรรยากาศที่เหมือนแถลงอยู่บนขั้วโลกคนเดียว  แต่ท่านนายกฯ  ยังสามารถรักษาบุคลิกภาพผู้นำ  เพื่อไม่ให้ผู้ตามคือประชาชนอย่างพวกผมพลอยถอดใจ  วูบหนึ่ง  ผมสงสารท่านสุดขั้วใจจริงๆ

     ท่านผู้อ่าน  และประชาชนผู้รักบ้านรักเมือง  และรักสถาบันทั้งหลาย    เวลานี้  เรากำลังถูกกบฏแผ่นดินคุกคามย่ำยีทุกด้าน  อย่าแตกแยก  อย่าแตกใจ  และอย่านิ่งดูดาย  เอาแต่เรียกร้องและร้องหาแต่ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร  และรัฐบาลอย่างเดียว  สิ่งสำคัญเฉพาะหน้า  เรา-ประชาชน  ต้องผนึกแขนงไม้เป็นกอไผ่  รวมพลังต้านภัย  ช่วยกันรักษาบ้าน-รักษาสถาบันไว้ไห้จงได้

April 14, 2009 at 3:40 pm Leave a comment

Dear My Friends Around The World

Political situation in Thailand went very stressful since yesterday. Bangkok is now in state of emergency caused by vandalism acts of red shirt mob. I saw news coverage on CNN few minutes ago and found it very different from real situation I’m now living with, in Bangkok .

Here are very straight facts about what is happening in Thailand (in brief, it can be a book if I go full details)

1. First of all, Thaksin Shinawatra is our ex-priminister who went through juridical process and founded guilty of corruption. He was sentenced 2 year in prison but he ran away, somewhere outside Thailand . He want to come back to Thailand and in power again, but can’t.

2. Red Shirt Mob, is a mob formed by Thaksin’s people. The leaders tried to brainwash people to believe that the red shirt mob is fighting for democracy. Sadly, they’re quite success. These red shirt mob people are low income, lack of education and unemployed. They fooled these people to set demonstration for “democracy” (which I’m sure they don’t know what is it). Red shirt mob want to oust our now-priminister and government and request for new election.

3. Red Shirt mob went around Bangkok to block roads, burn tires and buses and a lot of vandalism acts to create pressure on government. I don’t see any piece of logical thinking of this, block roads? burn tires and buses? Sound like a stupid riot.

4. Thai government is trying to stop these crooks to destroy our peaceful holidays. Soldiers are coming out from base to protect majority of Thai people who doesn’t care about politic bullshit and just want to enjoy their holiday time with friends and family. Soldier is using blank paper bullets in their guns just to stop the situation. They try to be softest to stop these poor-un-education-and-brainwashed red shirt mob people from massive vandalism acts in Bangkok . (Personally, I think we are a bit too nice)

In conclusion, what you saw from CNN is quite incorrect message. It is NOT democracy freedom fighters fight for their rights and got beaten by military staffs and polices. The footage you saw are our soldiers and polices fighting a bunch of idiots riot. And the main cause of these mess is Thaksin Shinawatra, only one man who is behind all the political conflict in Thailand .

To my friends outside Thailand : Please help me spread the true understanding to the world. I’m really asking for your favor this time. My country has been messed up by Thaksin a lot and I think this is what I’m going to do for my country.

To my friends in Thailand : Please help writing what you feel and know about situation and explain to our international friends about what’s going on in Thailand now.

April 14, 2009 at 3:05 pm Leave a comment

The coward man,Thaksin Shinawatra

I’m writing from Bangkok – the capital of Thailand .

I’m not a press or working for any news/media organization.

I’m just a normal office worker in mid 30’s and share the same point of view with many ‘working class’ people in this country.

I want to make it clear that the recent incident dubbed by many international presses as ‘violence’ is actually the “one-sided violence”. It is the violence created by the Red-Shirt Protestors who at first, claimed that they rallied for the ‘true’ democracy; however, in less than a week, it was so clear to all Thai people that they are just merely a group of street gangsters threatening the security of the people.

Blocking the road, hi-jacking the gas-tank trolleys and parking them in front of the residential areas, hi-jacking the buses and using them to block many roads leading to hospitals, burning the tires, the ATM kiosks, the mosque, the cars, invading the residential lanes, etc. – all of these are nothing but the act of threatening other people’s right for basic peace & security in life.

Can the world believe that their goal for this act is for the ‘true’ democracy?

No matter how violent or chaotic threats they’ve given to the innocent people; the government still believes in ‘peaceful & merciful’ way to deal with them. With the support from the Police and the Army, every police and army soldier was commanded not to shoot the protestors. They only use the ‘paper bullets’ (as they used in practice) – if they aimed to the protestors, and if they shot upwards to the sky to scare the protestors– only when they use the real bullets. So I want to make it clear here that if you see the photo of the soldiers aiming the rifle to the protestors – that’s the paper bullets.

So far, there’re 2 deaths – and that’s innocent people shot dead by the Red-Shirt protestors right in front of their homes.

The Protestors claimed the death toll on their side, and that’s not true, there’s no death, just some minor injuries – this is because the government’s first priority is to protect the security of all Thais no matter what the colour of their shirts is.

And please bear in mind every time you report or hear the interview from the tyrant Thaksin Shinawatra – the coward man running away from this guilt. He has a dirty background and his money is dirty, that’s why he was denied the visa from the UK . He’s behind all the violence, he’s the prime root cause of all the problems, he’s the one who provokes the protestors to create the riot because he thinks that this will ‘reset’ everything and he can return to Thailand as innocent and reclaim the money – the money that he corrupted the whole nation while he’s in the Prime Minister office.

Thailand is still the same country you know, peaceful and happy; we just have one bad citizen – and our government and the Thai people are dealing with him. The end of this guy is soon.

April 14, 2009 at 2:57 pm Leave a comment

เลือดไทยจางลง เพราะคนๆ เดียว

ถึงคนไทยด้วยกัน

จำได้มั้ยว่า เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๔๙ หรือเมื่อ ๒ปีที่แล้ว คนไทยเรือนแสนรวมใจกันใส่เสื้อเหลืองไปเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานฉลองครองราชย์ ครบ ๖๐ปี บ้างไปจับจองที่นอน ที่นั่ง หรือแม้กระทั่งที่ยืนเพื่อรอรับเสด็จตั้งแต่ก่อนตะวันขึ้น เพื่อให้ตัวเองได้ที่ๆ สามารถชมพระบารมีของในหลวงใกล้ๆ และได้เปล่งเสียงทรงพระเจริญในจังหวะเดียวกันกับคนไทยด้วยกัน ซึ่งกลายเป็นภาพข่าวที่กระจายไปทั่วโลกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์องค์เดียว ภาพถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ในหลวงยืนโบกมือให้คนไทยที่ยืนเบียดกันแน่น ดั่งผืนพรมสีเหลืองผืนเดียวกันถักจนแน่นทอดยาวจนสุดตาเต็มทุกอณูของถนน พร้อมเสียงทรงพระเจริญดังสนั่นไปทั่วฟ้า กลายเป็นภาพที่ใครหน้าไหนเห็นก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ยิ่งเมื่อในหลวง ทรงยกกล้องที่ท่านมักพกพาไปไหนมาไหนด้วยขึ้นมาถ่ายภาพประชาชนของพระองค์ด้วยพระหัตถ์ของท่านเอง บ่งบอกถึงความประทับใจที่แม้แต่ในหลวงเอง ยังทรงอยากเก็บไว้ให้เป็นภาพประวัติศาสตร์ในความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในรัชสมัยของพระองค์ ท่านทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย สายตาอ่อนโยน ห่วงใยของท่านที่มองลงมา ตรึงใจคนไทยทั้งชาติที่ต่างปาดน้ำตาที่เอ่อล้น พร้อมเสียงที่เปล่งดังในหัวใจ ขอจงทรงพระเจริญขอให้ในหลวงอยู่กับพวกเราไปนานๆ ฉันย้อนนึกถึงประโยคสั้นๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้สัญญาคนไทยตั้งแต่ครั้งที่ท่านมีอายุเพียง ๑๘ ปี เมื่อมีชายผู้หนึ่งตะโกนไล่ตามหลังรถของพระองค์ว่าและประโยคที่ท่านทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยคือ

“ในหลวง…อย่าทิ้งประชาชนนะ”

"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร" และนั่นกลายเป็นคำสัตย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยึดถือปฏิบัติสืบมากว่า ๖๐ ปี

แล้ววันนี้ ประชาชนทิ้งพระองค์ท่านแล้วหรือ ประชาชนหันมาเทิดทูนนักโทษคดีโกงชาติคนหนึ่งอย่างหมดใจ ปิดหูปิดตากับทุกความผิดของคนๆ นี้ แล้วทำตามทุกสิ่งอย่างตามที่นักโทษคนนี้พูด ทอดทิ้งในหลวงพระองค์ที่เราเทิดทูนไว้เหนือหัวให้ท่านเสียพระทัยกับความแตกแยกของคนไทย พระองค์ท่านทำงานทั้งชีวิตปลูกป่าถาวรให้พวกเราอยู่กินอย่างเหลือเฟือพอให้นักการเมืองโกงและตัดขาย สร้างน้ำให้ชุ่มเย็นในทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ดินแดนแห้งแล้งให้พวกเราทำมาหากินได้ ด้วยโครงการฝนหลวง ท่านคิดค้นโครงการแก้มลิงเพื่อเก็บน้ำให้พวกคุณใช้ยามฤดูที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ ท่านสร้างโครงการแกล้งดิน เพื่อสร้างให้ดินสมดุลพอที่จะทำเกษตรกรรม ท่านคิดค้นไบโอดีเซล เพื่อผลิตเชื้อเพลิงทดแทนมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๔ตั้งแต่น้ำมันดิบลิตรละไม่กี่บาท เพราะท่านกลัวว่าลูกหลานไทยในวันหน้า จะต้องลำบากหาซื้อน้ำมันแพงๆ ที่มีแต่จะหมดจากโลก ท่านเชื่อมั่นว่าประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย สามารถทำน้ำมันใช้เองได้ด้วยอ้อย มันสำปะหลัง สบู่ดำ ปาล์ม ซึ่งเราจะมีใช้กันอย่างเพียงพอ ถ้าเรารู้จักอยู่กันอย่างพอเพียง ท่านสอนให้พวกเราใช้ชีวิตในความพอดีแบบพึ่งตัวเอง กับการเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่แบ่งพื้นที่ทำกินออกเป็นส่วนๆ เป็นเกษตรประณีตอย่างที่เราเห็นกันในโฆษณาทางทีวี ทุกวันนี้ ๖๐ปีที่ท่านไม่เคยทิ้งประชาชนของท่านให้ต้องเผชิญความทุกข์ยากตามลำพัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้มิใช่หรือ ที่พวกเรารักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกับประชาชนของพระองค์

ก่อนหน้าที่จะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เข้ามาปกครองประเทศและฝังรากระบอบทักษิณที่ใช้เงิน ซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งจิตวิณญาณของคนไทย จำได้มั้ยว่า พวกเราเคยเดินการกุศลเพื่อถวายแด่ในหลวง พวกเราสร้างโบสถ์เพื่อถวายในหลวง พวกเราสร้างโรงเรียน สร้างโน่นสร้างนี้ เพื่อถวายแด่ในหลวง พวกเราทำทุกอย่างเพื่อให้ในหลวงมีความสุข และได้เห็นถึงความสามัคคี แล้ววันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับคนไทยคุณลุกขึ้นเรียกร้องให้องคมนตรีลาออก และยอมเดินตามเกมผีบุญที่สมอ้างว่าตัวเองเป็นนักปฏิวัติสั่ง โดยไม่สนใจว่าองคมนตรีคือที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่สามารถกระทำการลาออกเองได้ ต้องเป็นพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น คุณรู้หรือไม่ว่าการที่คุณเรียกร้องให้องคมนตรีลาออก คุณกำลังเรียกร้องกับใคร?

อะไรทำให้คนไทยที่เคยสุภาพ อ่อนโยน ประนีประนอมลุกมาเรียกร้องในสิ่งที่ไม่ใยดีว่ากฎกติกาการเลือกองคมนตรีที่สืบทอดมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ จะเป็นอย่างไร หรือเพียงเพราะองคมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน ไม่ได้เดินไปตามเกม ตามระบอบที่คุณทักษิณตั้งไว้อย่างนั้นหรือ ก็เลยเป็นเหตุผลที่คุณไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจชีวิตคนไทย เพิกเฉยต่อชีวิตประเทศ แต่ยอมที่จะเป็นเหยื่อการยั่วยุให้เรียกร้องสิทธิ์ถึงขั้นยอมหัก ไม่ยอมงอ โดยลืมหน้าที่ของคนไทยที่พึงกระทำในการปกป้องชาติไทยให้อยู่รอด ปลอดภัย ยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องคนๆ เดียวที่จนตรอกด้วยความผิดที่ตัวเองสร้าง แต่ไม่ยอมรับ และยังคงใช้บารมี เงินซื้อคนไทย ด้วยวิธีที่ขี้ขลาดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลกคือการยั่วยุ ปลุกกระแสผ่านทางวีดีโอลิงค์ให้คุณหึกเหิมและพร้อมที่จะตายแทน ในขณะที่ตัวเขาเองและครอบครัว เปิดตูดหนึไปตั้งแต่วันแรกที่มีการชุมนุมทำไมคนไทยถึงยอมเชื่อคนที่มีคดีติดตัวอย่างทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ร่ำรวยอย่างไม่สามารถชี้แจงได้ว่าเงินมาจากไหน ทำธุรกิจอะไรถึงมีเงินได้มากขนาดนี้ ทำไมถึงเชื่อคนที่รัฐบาลอังกฤษถอนวีซ่าไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ และอายัติเงินจำนวนหนึ่งไว้ รอคำชี้แจงที่มาของเงินนั้น ซึ่งจนวันนี้ ก็ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ และกลับเชื่ออย่างสนิทใจเมื่อนักโทษคนนี้เปลี่ยนเรื่องพูด โดยโทษว่าเป็นแผนของรัฐบาลเพราะอยากจะนี่หรือคือคำตอบของคำถามที่คนทั่วโลกสงสัย แล้วทำไมคนไทยถึงเพิกเฉยกับคำถามนี้ได้โดยไม่เคลือบแคลงกับการกระทำและเป้าหมายของนักโทษผู้นี้
ความรู้สึกเดียวของฉันตอนนี้ คือ สงสารในหลวง ที่ท่านทรงเพียรสร้างแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ แต่ต้องถูกคนเนรคุณ ด้วยการใช้แผ่นดินไทยเป็นที่เกิดและหาประโยชน์ให้ตัวเองและทั้งโคตรอิ่มหน่ำร่ำรวย และทรยศด้วยการสร้างความแตกแยกในหมู่คนไทย พร้อมทั้งทำลายความสงบสุขของประเทศ
นี้คุณยังเป็นคนไทยที่ยืนอยู่บนแผ่นดินเดียวกันของในหลวงพระองค์เดิมของเราหรือเปล่า?

ประเทศไทยปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขมาหลายร้อยปี ถามตัวคุณเองดูว่าคุณจะรักและศรัทธาคนที่สร้างป่าให้คุณมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ สร้างแหล่งน้ำให้คุณทำกินในหน้าแล้ง เก็บธรรมชาติสวยๆ ให้คุณ หรือจะเลือกเชื่อนักโทษการเมืองจนตรอกคนหนึ่งที่มีสโลแกนของตัวเองว่า "ทุกวิกฤต มีโอกาส"ปล่อยให้เขาครอบงำจิตใจยั่วยุและก่อให้เกิดเหตุความรุนแรงมากมายบนประเทศบ้านเกิด แล้วบอกให้คุณหัวเราะอย่างสะใจกับชัยชนะ(ของตัวเขาเอง) บนความล้มเหลวของประเทศ คุณเลือกจะรักและศรัทธาคนที่พร่ำพูดสัญญาว่าจะทำให้คุณรวย แต่ยื่นเงื่อนไขขอให้คุณลุกขึ้นสร้างสถานการณ์ตามเกมนี้ เพื่อเขาจะได้กลับมาผงาด พร้อมกับการปลดปล่อยพวกพ้องในบ้านเลขที่ ๑๑๑ ที่มีความผิดฐานโกงชาติตามกฏหมายให้เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างหน้าด้านๆ คุณยอมเป็นเครื่องมือให้คนที่ดีแต่พูดว่าทำเพื่อ "ประชาชนของผม" แต่ยกครัวหนีไปเมืองนอกหาที่ๆ ปลอดภัยที่สุดอยู่ นอนดูคนไทยตีกันตั้งแต่วันแรกของการชุมนุมนี่นะหรือคือคนที่คุณเลือกจะเทิดทูนและยอมแลกชีวิตและชาติเพื่อเขา

 

 

 

April 13, 2009 at 10:30 am 3 comments


Categories

  • Blogroll

  • Feeds


    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.